เกาะติดสถานการณ์
รู้หรือไม่ว่า ถ้าคุณไปเปิดใช้บริการเช่าตู้จดหมายที่ที่ทำการไปรษณีย์ ไม่ว่าใครก็สามารถเดินเข้าไปที่ตู้คุณได้และเขาก็ยังสามารถรู้ที่อยู่ รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์คุณอย่างไม่ยากเย็น
รู้หรือไม่ว่า ถ้าคุณไปเปิดใช้บริการเช่าตู้จดหมายที่ที่ทำการไปรษณีย์ ไม่ว่าใครก็สามารถเดินเข้าไปที่ตู้คุณได้ และเขาก็ยังสามารถรู้ที่อยู่ รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์คุณอย่างไม่ยากเย็น
ที่ Mail Service Center เราคือองกรค์เอกชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับองการไปษณีย์กลางแห่งสหรัฐอเมริกา เราให้ความสำคัญกับสิทธิและความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอีกทั้งยังไม่เห็นด้วยกับการกระทำใดๆ รวมถึงการใช้อำนาจในการความแทรกแซง หรือริดรอนความเป็นส่วนตัวของประชาชน
ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าจะไม่ถูกเปิดเผยแก่บุคคลหรือองกรก์ที่ไม่มีความเกี่ยวไม่ว่าจะเป็น แฟนคุณ สามี หรือแม้กระทั่งหน่วยงานใดๆในรัฐบาล นอกเหนือจากคำสั่งศาลอันถือเป็นคำสั่งสูงสุด ที่ทุกคนถูกบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม
ขณะนี้ ลูกค้าที่มีความประสงค์จะใช้บริการของเรา ไม่จำเป็นต้องมาติดต่อขอรับบริการเช่าตู้ไปรษณีย ์และที่อยู่ที่ลอสแองเจลลิส ด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่า ท่านไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเองกับเราก่อนจะใช้บริการ
August
16, 2000 - Rel #00-69 - POSTAL SERVICE AMENDS RULE GOVERNING
COMMERCIAL
MAIL RECEIVING AGENCIES
FOR IMMEDIATE RELEASE
August 16, 2000
Release No. 69
องค์การไปรษณีย์ยอมเปลี่ยนแปลงญัตติควบคุมธุรกิจรับฝากเมล์
(Commercial Mail Receiving Agencies)
วอชิงตัน - หลังจากที่มีการโต้เถียงในหัวข้อเรื่องความพอดีระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโถค กับผลประโยชน์ที่จูงใจผู้ประกอบการขนาดเล็ก ณ วันนี้องค์การไปรษณีย์ได้ มีมติออกมาแล้วว่า ทางองค์การฯจะอณุญาติให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลทำการเช่าใช้ที่อยู่ฝากหรือที่เรียกว่า Private Mail Box (PMB) หรือ # กับบริษัทที่นำเสนอบริการ Commercial Mail Receiving Agency (CMRA) แม้ว่า กฏใหม่ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในทันที แต่ก็มีการผ่อนผันการบังคับใช้จนถึงเดือนสิงหาคม ปี 2001
มติล่าสุดที่ออกมาจะแย้งกับกฏดั้งเดิมในเรื่องการระบุที่อยู่ใน PMB ซึ่งกฏดั้งเดิมระบุไว้ว่า ลูกค้าที่ใช้บริการเช่าตู้ไปรษณีย์ จะต้องระบุลักษณะของที่อยู่อาศัยหรืออาคารนอกเหนือจากที่อยู่ตามตู้ไปรษณีย์ที่เช่า โดย CMRA จะเป็นผู้กำหนดตัวเลขหลัง PMB ให้กับลูกค้าแต่ละคน
มร. สเปทส์กล่าวว่า การระบุลักษณะที่อยู่อาศัยหรืออาคารสำนักงานนั้นถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกำหนดไว้ว่า ผู้ที่เช่าตู้ไปรษณีย์จะใช้ที่อยู่ของตู้ที่เช่าไว้ที่ CMRA อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจระบุว่าเป็น อพาร์เมนต์หรือห้องชุดและตามท้ายด้วยที่อยู่ของ CMRA ซึ่งการกำหนดที่อยู่ดังกล่าวจะเป็นการบอกนัยๆ ว่าสิ่งก่อสร้างหรืออาคารที่ผู้เช่าอยู่เป็นลักษณะแบบใด
หลังจากได้มีการประชุมร่วมกับตัวแทนองค์กรขนาดใหญ่และกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก องค์การไปรษณีย์จึงได้ปรับเปลี่ยนข้อบังคับหลังจากที่พบว่า การบังคับให้กำหนด ลักษณะที่อยู่อาศัย (PMB designation) นั้นมีผลให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กได้รับความเดือดร้อน
หลังจากที่ได้มีการสำรวจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ตัวแทนกลุ่มธุรกิจ CMRA มร. สเปทกล่าวว่า เราเชื่อว่าเราได้พบความลงตัวระหว่าง เรื่องการปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและ ผลประโยชน์ที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อม นอกจากนี้เรายังประสบความสำเร็จในการเจรจาให้ กลุ่มธุรกิจ CMRA ร่วมกันทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเครื่องหมาย # มีความหมายอย่างไรบ้าง และที่อยู่ที่ผู้บริโภคเห็นอาจเป็นที่อยู่ที่เช่ากับ CMRA หรือเปล่า
Postal Watch
27 de abril 2001
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระดับสูงขององค์การไปรษณีย์วิจารณ์เกี่ยวกับ การออกกฏควบคุมขององค์การฯที่มีมาตรฐานสูงเกินไป
วอร์ชิงตัน - สำนักงานตรวจสอบภายในขององค์การไปรษณีย์กลาง หรือ OIG ออกรายงานบทความวิจารณ์เกี่ยวกับวิธีการที่องค์การไปรษณีย์ใช้ในการควบคุมและกำกับดูแลการใช้ตู้จดหมายฝากหรือ Private Mailbox ซึ่งอาจเป็นไปในลักษณะของการแทรกแซงและอาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัทในเครือขององค์การฯ เองเช่น USPS อันทำให้คู่แข่งซึ่งเป็นเอกชนได้รับความเดือดร้อน
รายงานของ OIG ชี้ให้เห็นว่า องค์การไปรษณีย์นั้น
- ไม่ได้ชี้แจงถึงเหตุในการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบต่างๆ
- ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อบังคับที่กำหนดมานั้นจะแก้ไขการพยายามตุกติกได้อย่างไร
- ไม่ได้มีการประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากธุรกิจรับฝากเมล์และผู้ที่ทำการเช่า
- ไม่ได้มีการพิจารณาทางเลือกอื่นๆนอกเหนือจากข้อบังคับที่ตัวเองเห็นชอบ
นอกจากนี้ OIG ยังได้วิจารณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการในการกำหนดฏต่างๆมาบังคับใช้กับเอกชน ซึ่งทาง OIG ประมาณการว่าจะส่งผลกระทบต่อ ลูกค้ามากกว่า 100,000 คนจากผู้ให้บริการซึ่งมีอยู่ในท้องตลาดกว่า 10,000 รายทั่วอเมริกา อีกทั้งยังมีการตั้งคำถามในรายงานดังกล่าวถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฏข้อบังคับต่างๆเพื่อแก้ไขการปัญหาการฉ้อโกง
ในรายละเอียด Postal Service ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่จะต้องเปลี่ยนกฏข้อบังคับ ทั้งยังไม่มีข้อมูลในลักษณะสถิติหรือข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์อื่นๆมาสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า การมี Private mailboxes เป็นหนึ่งในมูลเหตุทำให้เกิดการฉ้อโกงเกิดขึ้น
ทาง Postal Serviceไม่ได้ชี้แจงถึงเหตุในการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบต่างๆ รวมทั้งไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อบังคับที่กำหนดมานั้นจะแก้ไขการพยายามตุกติกได้อย่างไร นอกจากนี้ ไม่ได้มีการพิจารณาทางเลือกอื่นๆนอกเหนือจากข้อบังคับที่ตัวเองเห็นชอบ
กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้ผู้ให้บริการและลูกค้าในธุรกิจนี้ต้องสูญเสียเม็ดเงิน เป็นจำนวนมากกว่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ
เป็นที่ทราบโดยทั่วๆไปว่า นอกจากจะเป็นผู้กำหนดกฏเกณ์ และทำการตัดสินว่าจะออกกฏอะไร กับใคร และอย่างไร โดยประเมินผลกระทบจากด้านต่างๆเช่น ด้านการเงิน เศรษฐกิจแล้ว องค์การไปรษณีย์ยัง ชอบที่จะทำตัวอยู่เหนือกฏข้อบังคับต่างๆ เช่น antitrust laws, Administrative Procedures Act
Postal Service ไม่น่ามีอำนาจในทางกฏหมายในการผลักดันให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของกฏระเบียบต่างๆจากการทำวิจัยข้อมูล เหมือนอย่างที่หน่วยงานอื่นๆในสหรัฐฯมี แม้กระนั้นก็ตาม ก่อนจะออกระเบียบอะไรออกมา ก็น่าจะทำการประเมินจากหลายๆด้าน ไม่ใช่แค่ดูจากตัวแปรด้านใดด้านหนึ่ง
การออกกฎข้อบังคับออกมาทั้งๆที่ตัวเองไม่มีอำนาจตามกฏหมายแสดงให้เห็นว่า Postal Service ไม่มีสิทธิ์จะไปจัดการใดๆกับคู่แข่งของตัวเองโดยพละการ นอกจากนี้ก็ไม่ควรไปทำให้ประชาชนเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายในการนำกฏต่างๆมาใช ้ นั้นไม่มีความจำเป็นและเป็นการเสียเวลาโดยปล่าวประโยชน์
ในปี 1979 กระทรวงยุติธรรมออกฏว่าในการกำกับดูแลควบคุมภาคเอกชน USPS จะต้อง
- ชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
- พิจารณาถึงผลกระททบของการออกกฎข้อบังคับ
- แยกแยะถึงด้านดี ด้านเสียของผลกระทบที่เกิดขึ้น
- บันทึกข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาเพื่อทำการปรับปรุงการทำงานในอนาคตให้ดีขึ้นต่อไป
หน่วยงาน Antitrust ใน กระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา ออกเอกสารแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง enforceable obligation to take competitive factors fully into account ของ องค์การไปรษณีย์ เมื่อครั้งที่องค์การฯได้ออกกฏข้อบังคับซึ่งส่งผลกระทบต่อคู่แข่งของตัวเองซึ่งเป็นภาคเอกชนในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้อธิบายถึงข้อตกลงต่างๆที่ องค์การไปรษณีย์พยายามที่จะใช้ควบคุมคู่แข่งของตัวเอง
กฏระเบียบต่างๆที่ออกมานั้นจะเหมาะสมและพอที่จะรับได้หากมันถูกปล่อยออกมาเพื่อแก้ปัญหา แต่ในทางกลับกันหากกฏระเบียบที่ออกมานั้นถูกกำหนดตามอำเภอใจ ทั้งๆที่ยังไม่มีเหตูผลในการออกที่ดีเพียงพอ ก็จะเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมานั่นเอง
ดังนั้น ในด้านกฏหมาย ทางองค์การไปรษณีย์และเจ้าหน้าที่ทางรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากที่ออกกฏระเบียบใดๆขึ้นมา การพิจารณาคังกล่าวรวมไปถึง การแยกแยะข้อดีและข้อเสียของผลกระทบอย่างตรงไปตรงมา
คณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางฝ่ายรัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้ร่างนโยบายและ ทาง องค์การไปรษณีย์เองก็ดี จะต้องเตรียมตัวและบันทึกผลกระทบที่จะเกิดขึ้นดีๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถตอบคำถามเมื่อเกิดการร้องเรียนขึ้นมาได้
ด้วยประการทั้งปวง เรามีความเห็นว่า หน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่ องค์การไปรษณีย์ จะต้องทำคือการตัดสินใจอย่างรอบคอบว่ากฏระเบียบที่ตัวเองออกมานั้นอำนวยความสะดวกหรือทำลาย เพื่อนร่วมอาชีพของตัวเอง
ชัยชนะของ Private Mailbox
มร. ริค เมอร์ริท ผู้บริหารระดับสูงของ Postalwatch ซึงเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรได้ชี้แจงว่า นี่คือชัยชนะที่สำคัญของกลุ่มผู้ประกอบการให้บริการเช่าตู้จดหมาย (Private Mailbox) และลูกค้าที่ใช้บริการ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎข้อบังคับที่ออกโดย Postal Service พบว่า ผู้ให้บริการเช่าตู้จดหมายเอกชน กว่า 10,000 รายซึ่งถือเป็นคู่แข่งต่อ Postal Office ถูกยัดเยียดให้ต้องปฏิบัติตามกฏข้อบังคับจาก Postal Service โดยที่เขาเหล่านั้นไม่ได้รับการชี้แจงถึงมูลเหตุที่ต้องใช้กฏต่างๆ อีกทั้งทาง Postal Service เองก็ไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับคู่แข่งทางการค้าของตัวเอง
เมื่อเดือนพศจิกายน ปีที่แล้ว สมาชิกสภาคองเกรสหลายคน และสำนักงานส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็กได้ขอร้องให้ หน่วยงาน Antitrust แห่งกระทรวงยุติธรรม ช่วยตรวจสอบ การออกกฏระเบียบควบคุม Private Mailbox ของหน่วยงาน Postal Service ซึ่งทุกคนหวังว่าจะได้รับคำตอบจากกระทรวงยุติธรรมเร็วๆนี้
มร. เมอร์ริตยังให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า การให้ Postal Service ออกกฏควบคุม คู่แข่งของตัวเองก็เหมือนกับการให้ Amtrak คอยกำกับดูแลบริษัทเกรย์ฮาวด์ หรือ ยูเอสแอร์นั่นแหละ ซึ่งเราไม่มีทางทำแบบนี้ในประเทศอเมริกาเด็ดขาด ทุกคน (ยกเว้น Postal Service) ต่างก็คิดว่าการให้หน่วยงานรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานเอกชนที่เป็นคู่ข่งของตัวเองแบบนี้เป็นนโยบายที่แย่มากๆ ซึ่งแบบนี้มันไม่ใช่สไตล์อเมริกันแน่ๆ
.เมอร์ริทกล่าวต่อไปอีกว่า และนี่น่าจะสะกิดให้ กลุ่มผู้ค้าทางอิเลคโทรนิก( E-commerce) ต้องระวังสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองเพราะ เห็นว่า Postal Service กำลังเริ่มที่จะเข้ามายุ่งด้วยเหมือนกัน สิ่งที่ต้องระวังให้ดีๆก็คือ Postal Service มักจะเล่นไม่ซื่อ
Postalwatch คือองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ และความรับผิดชอบขององค์การไปรษณีย์แห่งสหรัฐอเมริกา
ตุณสามารถเยี่ยมชม เว็บไซต์ของ Postalwatch ได้ที่ http://www.postalwatch.org/




